การรักษาสิว

เมื่อสิวเจ้ากรรมผุดขึ้นบนใบหน้า แค่เม็ดเดียวยังกลุ้มใจแทบตาย ส่องกระจกแล้วส่องกระจกอีก ลองคิดดูว่าคนที่สิวขึ้นเขรอะเต็มใบหน้าจะรู้สึกเครียดกังวลขนาดไหน บางคนใช้วิธีปลอบใจตัวเองว่า สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดี

สิว นับเป็นปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานเพิ่มขึ้น โดยปกติเมื่อพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้วมักจะเริ่มดีขึ้นและหายไปหลังอายุ 25 แต่ก็มีเหมือนกันที่อายุเยอะแล้วก็ยังมีสิวขึ้นอยู่

 

ชนิดของ สิว 

สิว แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันแล้วมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เกิดการอักเสบเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง หากมีการอักเสบมากอาจกลายเป็น “สิวหัวช้าง” ซึ่งจะมีอาการเจ็บมาก บางรายอาจมีไข้ได้
  • สิวไม่อักเสบ หรือ สิวอุดตัน (Non-inflammatory Acne หรือ Comedone) เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ลักษณะจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ถ้ามีหัวสีดำ เรียกว่า สิวหัวเปิด หรือ สิวหัวดำ ถ้ามีหัวสีขาว เรียกว่า สิวหัวปิด หรือ สิวหัวขาว พบได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัว โดยเฉพาะที่หลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทำให้กระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และสร้างไขมันมากขึ้น เช่น ในช่วงวัยรุ่น, ช่วงที่มีประจำเดือน, ช่วงตั้งครรภ์
  • กรรมพันธุ์
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย พีแอคเน่ (P. acnes) แบคทีเรียชนิดนี้จะไปย่อยไขมันในต่อมไขมันให้เป็นกรดไขมันอิสระ (Free fatty acid) ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณต่อมไขมัน
  • ความเครียดกังวล เช่น เป็นสิวในช่วงเวลาใกล้สอบ
  • การอดนอนหรือนอนดึก พบว่าคนนอนดึกตอนเช้าตื่นมาหน้าจะมันกว่าปกติ เนื่องจากต่อมใต้สมองจะหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมากระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานเพิ่มขึ้น
  • ใช้เครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะกับสภาพผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าแห้งหรือมันเกินไป
  • ล้างหน้าแรง ๆ เช็ดถูหน้าบ่อยๆ หรือคนที่ชอบนวดหน้า อาจมีอาการระคายเคืองจากสารเคมีในครีมนวดหน้า
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น แสงแดด ความร้อน  ความสกปรก  มลภาวะจากควันรถยนต์ การรับประทานยาบางชนิด (เช่น ยาคุมกำเนิด, ยาสเตียรอยด์) สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การแกะสิวด้วยมือที่สกปรก ฯลฯ

 

การรักษาสิว

การรักษาสิว ในที่นี้ จะขอแยกวิธีการรักษาตามชนิดของสิว ดังนี้

กรณีสิวอักเสบการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ คือ การรับประทานยาและการทายา อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือใช้สองวิธีร่วมกันก็ขึ้นอยู่กับปัญหาสิวที่เป็นว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ถ้าสิวมีการอักเสบมากกลายเป็นสิวหัวช้าง อาจต้องฉีดยาให้ยุบเร็วขึ้น สำหรับคนที่มีปัญหาสิวอักเสบจำนวนมาก หรือดื้อยา แพทย์อาจใช้วิธี การรักษาด้วยแสง (LED Light )  ที่ช่วยลดการอักเสบของสิว และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พีแอคเน่ (P. acnes) ที่เป็นสาเหตุสำคัญของสิวก็ได้ ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาว่าจะใช้วิธีไหนที่มีความเหมาะสมและเป็นผลดีกับผู้มารับการรักษามากที่สุด

กรณี สิวอุดตัน การรักษานอกจากใช้ยาทาแล้ว ก็ยังมีในกลุ่มของยารับประทานที่จะช่วยลดปัญหาผิวมันและสิวอุดตันได้ดี หรืออาจใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยแก้ปัญหาสิวอุดตันได้ อย่างการทำ ไอออนโต (Ionto)  ร่วมกับการใช้ยา เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่าการทายาปกติ หรือ การผลัดผิวด้วยผงคริสตัล (M.D.)  ซึ่งช่วยให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้ง่าย อันนี้จะส่งผลดีอีกอย่างคือ พอหัวสิวเปิดออกการกดสิวออกภายหลังก็จะทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง และสีผิวขาวและเรียบเนียนขึ้นได้ด้วยค่ะ

เมื่อเป็นสิวไม่ควรปล่อยไว้เนิ่นนาน ควรรีบทำการรักษา เพราะการรักษาสิวในขณะเริ่มเป็นจะรักษาได้ผลดีมากกว่าและลดโอกาสเกิดการดื้อยา ส่วนระยะเวลาในการรักษาสิวนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว ในรายที่เป็นน้อยอาจใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ก็หายเป็นปกติ แต่หากเป็นสิวหัวช้างต้องใช้เวลานาน 1-2 เดือน หรือมากกว่านั้น

จำไว้ว่าเมื่อเป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ไม่ควรกดหรือบีบหัวสิวเพราะจะทำให้อักเสบและผิวหนังได้รับความบอบช้ำมากขึ้น ทำให้เกิดรอยดำ รอยหลุมจากสิวได้ ถ้าจำเป็นอย่างในกรณีสิวอุดตัน แพทย์อาจพิจารณากดสิวเพื่อให้หัวสิวหลุดออกมา แต่จะต้องทำโดยแพทย์หรือพยาบาลที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นหรือติดเชื้อซ้ำซ้อนขึ้นอีก บางคนเลือกใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องคือ พยายามแกะ แคะ บีบ กด เพื่อให้สิวอุดตันหลุด แทนที่จะดีขึ้นกลับก่อให้เกิดรอยดำ รอยหลุมจากสิว และเกิดสิวอุดตันมากขึ้น เนื่องจากการกด หรือ บีบ ทำให้ท่อไขมันบริเวณข้างเคียงเกิดอุดตันจากการบาดเจ็บ อีกอย่างการกดสิวอุดตัน มักจะทำได้เฉพาะกลุ่มสิวอุดตันหัวเปิด หรือสิวหัวดำ เพราะจะหลุดออกได้ง่าย และควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นภายหลัง

 

การดูแลตนเองเพื่อไม่ให้เกิดสิว 

จริงอยู่ที่บางสาเหตุของการเกิดสิวเป็นสิ่งที่เกินควบคุม เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือพันธุกรรม แต่อีกหลายๆ สาเหตุก็เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ คงจะเป็นการดีกว่าหากเราๆ ท่านๆ ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

  • ล้างหน้าให้ถูกวิธี ไม่ควรล้างหน้าบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียน้ำมัน ต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันออกมาชดเชยทำให้เป็นสิวได้ ควรล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้ง ถ้าหน้ามันให้ล้างหน้าเพิ่ม 1 ครั้งในช่วงกลางวันได้ ควรล้างหน้าอย่างเบามือ และเลือกใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าแบบอ่อน ไม่ผสมน้ำหอม
  • เลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่ควรใช้ครีมที่มีปริมาณน้ำมันค่อนข้างสูง เช่น ครีมรองพื้น ครีมก่อนนอน ครีมบำรุงผิว เป็นต้น ก่อนนอนควรล้างเครื่องสำอางออกให้หมด
  • ไม่ควรขัดหน้าอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองได้
  • ไม่ควรสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันความสกปรกจากมือไปสู่ใบหน้า
  • พยายามลดความเคร่งเครียด วิตกกังวล
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึกหรืออดนอน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆเพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองและความร้อนจากแดดจะทำให้เกิดเหงื่อหากผสมกับไขมันหรือฝุ่นอาจทำให้รูขุมขนอุดตันอักเสบได้

“หากปัญหา สิว ทำให้คุณหมดความมั่นใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา เมื่อสิวหายแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างที่แนะนำไปเพื่อป้องกันไม่ให้สิวกลับมารังควานอีกค่ะ”

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ฉีดยาสิว,กดสิว (น้อย) ครั้งละ 300 บาท
ฉีดยาสิว,กดสิว (มาก) ครั้งละ 500 บาท
MD หน้า ครั้งละ 1,000 บาท
MD รอยแตก (หน้าท้อง หรือ ข้อพับขา 2 ข้าง หรือ ต้นขา 2ข้าง) ครั้งละ 1,500 บาท
MD รอยแตก สะโพก 2 ข้าง ครั้งละ 2,000 บาท
ทำให้รอยแดงสิว และแผลเป็นสิวจางลงด้วย LED ครั้งละ 1,000 บาท
รักษาหน้าใส,รอยสิว,รอยดำ,ฝ้า,รอยดำรักแร้,หลัง ด้วยIonto ครั้งละ 500 บาท

หัตถการที่เกี่ยวข้อง

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม

นัดหมายแพทย์

ค้นหาแพทย์

ชื่อ - นามสกุล

เบอร์โทรติดต่อ

Show Buttons
Hide Buttons