Yanhee
chat

การปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

เทคนิคปลูกผมแบบเดิม (FUT) หรือ Strip Method ใช้วิธีผ่าตัดด้านหลังหนังศีรษะหรือท้ายทอยเพื่อนำเซลล์รากผมมาปลูกบริเวณที่เส้นผมบาง แม้จะได้เซลล์รากผมจำนวนมากในคราวเดียว แต่เป็นวิธีที่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่เป็นเส้นตรงด้านหลังศีรษะซึ่งมองเห็นชัด เจ็บแผลผ่าตัด เนื้อเยื่อเสียหาย มีความเป็นธรรมชาติน้อย เสี่ยงติดเชื้อ ใช้เวลาพักฟื้นนาน

ปัจจุบัน โรงพยาบาลยันฮีมีเทคนิคปลูกผมแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาจากเทคนิคเดิม เรียกว่า FUE รอยแผลเล็กจนแทบมองไม่เห็น ใช้เครื่องมือขนาดเล็กเพียง 0.8 มม. ปลูกผมโดยไม่ต้องตัดหนังศีรษะเป็นแผงยาว เพิ่มอัตราการรอดของเซลล์รากผมมากขึ้น เจ็บแผลผ่าตัดน้อย เนื้อเยื่อเสียหายน้อย โอกาสติดเชื้อต่ำ มีความเป็นธรรมชาติ และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน

การปลูกผมด้วยเทคนิค FUE คืออะไร?

เทคนิคการปลูกผมแบบ FUE สามารถรักษาปัญหาผมอะไรได้บ้าง?

ข้อดีของการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ใครเหมาะกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE?

ใครไม่เหมาะกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE?

การเตรียมความพร้อมก่อนปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

การวินิจฉัยก่อนปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ขั้นตอนการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

การปลูกผมด้วยเทคนิค FUE คืออะไร?

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

การปลูกผมด้วยเทคนิค FUE (Follicular Unit Extraction) คือ วิธีปลูกผมถาวรโดยใช้เครื่องมือเจาะขนาดเล็ก (Motorized FUE Device) ประมาณ 0.8-1.2 มิลลิเมตร เก็บเซลล์ต้นกำเนิดรากผม (Stem cell) เจาะแยกเซลล์รากผมบริเวณท้ายทอยทีละช่อ ก่อนนำไปแช่ในน้ำยาพิเศษ แล้วนำไปปลูกใหม่ในบริเวณที่ผมบางหรือศีรษะล้านจนเต็ม FUE ให้เส้นผมใหม่งอกขึ้นเต็ม 2-4 เส้นต่อ 1 กอรากผม เป็นเทคนิคที่คล้ายคลึงกับการปลูกถ่ายอวัยวะ นำเซลล์ต้นกำเนิด มาปลูกถ่ายบนหนังศีรษะในตำแหน่งใหม่ที่ต้องการ แผลมีขนาดเล็กมาก เพียง 0.8 มม. ไม่ต้องผ่าตัดเป็นแผลยาวเหมือนการปลูกผม FUT ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน โดยเส้นผมที่ปลูกจะเริ่มหลุดร่วงช่วง 2 สัปดาห์แล้วขึ้นใหม่ช่วง 3 เดือน จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 9-12 เดือน เส้นผมที่งอกใหม่มีความคงทน อายุยืนยาวนาน

เทคนิคการปลูกผมแบบ FUE สามารถรักษาปัญหาผมอะไรได้บ้าง?

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ศีรษะล้านในเพศชายจากกรรมพันธุ์ (Male-pattern baldness or Androgenic alopecia)

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ภาวะผมบางในเพศหญิงจากกรรมพันธุ์ (Female-pattern baldness Androgenic alopecia)

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดบริเวณศีรษะ

ข้อดีของการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

แผลเป็นที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กเท่ารูขุมขนประมาณ 1 มิลลิเมตร ต่างจากการปลูกผมแบบเก่า (FUT) ที่ต้องผ่าตัดนำหนังศีรษะออกมาเป็นแผ่น

ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง (Non-Shave FUE) สามารถเจาะและปลูกผมได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เห็นรอยแผลเป็นหรือรอยโกนผมหลังทำ

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

แพทย์จะใช้หัวเจาะ Implanter Pen ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยปกป้องรากผมให้ไม่เสียหายเวลาปลูกกลับเข้าไปที่หนังศีรษะ ทำให้โอกาสงอกใหม่ของเส้นผมเพิ่มขึ้น รากผมแข็งแรง ลดอัตราการขาดของรากผม

ฟื้นตัวเร็ว แผลจากการเจาะจะตกสะเก็ดและหายได้เร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบจะทันที

มีอัตราความสำเร็จสูงเฉลี่ย 95-98% เซลล์รากผมใหม่มีอัตราการรอดชีวิตมากถึง 90-95%

ผลลัพธ์มีความเป็นธรรมชาติ สร้างเส้นผมบริเวณขอบผมได้แนบเนียน ควบคุมทิศทางและความหนาแน่นของเส้นผมที่ปลูกใหม่ได้ ทำให้กลมกลืนกับเส้นผมเดิม

ปลูกผมได้โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดรากผมจากส่วนอื่นทดแทน เช่น คิ้ว เครา หรือจอน ฯลฯ

ปลูกขนส่วนอื่น ๆ ได้ เช่น ขนคิ้ว เครา หรือจอนผมที่บาง ทำให้แลดูหนาขึ้น

สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ เช่น การฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือใช้ยารักษาผมบาง

ใครเหมาะกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE?

ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงจากพันธุกรรม มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากฮอร์โมน DHT ซึ่งสร้างจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้รากผมฝ่อ ผมเส้นเล็กบาง เส้นผมไม่แข็งแรง หลุดร่วงง่าย

ผู้ที่มีจำนวนเซลล์รากผมแข็งแรงเพียงพอและไม่มีโรคผิวหนัง

ผู้ที่มีผมบาง อยากเพิ่มความหนาแน่นให้เส้นผมบนศีรษะ

ผู้ที่ต้องการปกปิดรอยแผลเป็นบนหนังศีรษะจากอุบัติเหตุหรือศัลยกรรม

ผู้ที่ไม่สะดวกลางานยาวนาน ต้องการระยะเวลาพักฟื้นสั้น

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้ผมร่วง เช่น โรคต่อมไทรอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) โลหิตจาง

ผู้ที่ทานอาหารเสริมบางชนิดจนผมร่วง เช่น ยาลดไขมันในเส้นเลือด, ยารักษามะเร็ง, ยาลด ความดันโลหิต, ยารักษาโรคไขข้อเสื่อม, ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของวิตามินสังเคราะห์ เป็นต้น

ผู้ที่ผมร่วงจากการใช้เคมีบำบัดซึ่งมีผลกระทบกับเซลล์รากผมทำให้ผมหลุดร่วง

ผู้ที่ผมร่วงจากความเครียดสะสม ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล จนเส้นผมอ่อนแอ

ใครไม่เหมาะกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE?

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

ผู้ที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)

การเตรียมความพร้อมก่อนปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ผู้รับบริการจะต้องโกนผมบริเวณท้ายทอยให้สั้น เพื่อความสะดวกในการเจาะรากผม

แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัว ยา และอาหารเสริมที่รับประทานอยู่

หยุดยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เช่น แอสไพริน, พลาวิกซ์, น้ำมันปลา,โสม, วิตามินอี อย่างน้อย 7 วัน

งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำหัตถการ 2 สัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ผมใหม่เติบโตเต็มที่

หากมีผมหงอก ผมสีอ่อน ควรย้อมผมให้เป็นสีดำก่อน

งดการใช้ Rogaine หรือ Minoxidil ที่เป็นสารช่วยให้เส้นผมดกขึ้นอย่างน้อย 7 วัน

งดใช้เจล หรือสเปรย์จัดแต่งผมในวันทำหัตถการ

ก่อนปลูกผมควรตรวจเชื้อเอชไอวี

ในวันปลูกผมแนะนำให้ใส่เสื้อติดกระดุมหน้า ไม่สวมเสื้อยืดคอกลม 2-3 วันแรกหลังทำหัตถการ

การวินิจฉัยก่อนปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

แพทย์จะซักประวัติและตรวจวินิจฉัยอาการผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน และประเมินว่าสมควรปลูกผมด้วยวิธี FUE หรือไม่ รวมถึงคำนวณกราฟท์ผมที่ต้องปลูก สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง แพทย์อาจตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น

ตรวจเลือด ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน เนื่องจากเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการปลูกผม

ตรวจวัดระดับฮอร์โมน ตรวจสมดุลฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เนื่องจากฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลให้วงจรการเกิดเส้นผมสั้นลง ผมร่วงมากขึ้น และทำให้หนังศีรษะบางลง

ตรวจผิวหนัง ตรวจหารอยโรค การติดเชื้อ ลักษณะเว้าแหว่งของแนวผมบนหนังศีรษะ เช่น ผมร่วงมาก ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือผมบางกลางศีรษะ และตรวจสภาพหนังศีรษะที่จะปลูกผม

ขั้นตอนการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

คัดเลือกเซลล์รากผม (Selecting donor areas) ที่จะนำมาปลูกผมบริเวณท้ายทอย ด้านข้างศีรษะหรือกกหู และตัดเล็มความยาวของเส้นผมให้เหลือโคนเล็กน้อย

ใช้ยาชาระงับความรู้สึกบริเวณหนังศีรษะที่ต้องการย้ายเซลล์รากผมออกมา

เก็บเซลล์รากผม (Donor harvesting) โดยใช้เครื่องมือขนาดเล็ก 0.8 มม. เจาะเก็บกอรากผมออกมาทีละกอ เรียกว่า ‘กราฟท์’ (รูขุมขน) เมื่อเก็บออกมาแล้ว จะนำไปแช่ในน้ำยาเลี้ยงเซลล์ผมชนิดพิเศษ เพื่อให้เซลล์รากผมแข็งแรง

ปลูกผมใหม่ (Hair graft implantation) แพทย์จะใช้เครื่องมือคีบเซลล์รากผมที่ถูกแช่ไว้ในน้ำยา นำมาปลูกลงบนตำแหน่งศีรษะบางทีละกราฟท์ ตามทิศทางธรรมชาติของแนวผมจนเต็มพื้นที่ ใช้เวลาปลูกผมประมาณ 6-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปลูกว่ามีมากหรือน้อยและจำนวนกอผมที่ต้องการใช้

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE

ถาม
ตอบ

แนวทางการดูแลตัวเองหลังปลูกผมด้วยเทคนิค FUE?

– หลีกเลี่ยงการแกะหรือดึงสะเก็ดแผล

– ไม่ควรใช้ความร้อนกับเส้นผม เช่น ไดร์เป่าผม อบไอน้ำ รวมทั้งงดการยืด ดัด ทำสีผมอย่างน้อย 1 เดือน

– ช่วงสัปดาห์แรกหลังทำหัตถการควรสระผมทุกวัน วันละ 1 ครั้ง โดยใช้แชมพูเด็กที่อ่อนโยนต่อเส้นผม

– งดใช้น้ำที่มีแรงดันสูงในการสระผม เพื่อป้องกันรากผมเสียหาย

– งดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะช่วง 14 วันแรกหลังทำหัตถการ

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง ช่วง 14 วันแรกหลังทำหัตถการ เพราะความร้อนมีผลต่อเซลล์รากผม

ถาม
ตอบ

ผมร่วง ผมบางเยอะ ต้องปลูกผม FUE กี่กราฟท์?

จำนวนกราฟท์ที่ใช้ในการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ ‘กราฟท์’ คือ รูขุมขน หนึ่งรูขุมขนจะมีเส้นผมเฉลี่ย 1-4 เส้น โดยพิจารณาจากระดับความบางของผม, คุณภาพของผมบริเวณท้ายทอย แพทย์จะออกแบบแนวไรผม (Hairline Design) ให้เห็นบริเวณที่ต้องการปลูกผม และจะคำนวณจำนวนกราฟท์ให้เหมาะสมกับสัดส่วนใบหน้าของผู้รับบริการแต่ละบุคคล

ถาม
ตอบ

ผลข้างเคียงจากการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE ?

อาการบวมบริเวณหน้าผาก อาจเกิดได้ในวันที่ 2 หลังทำหัตถการ แต่สามารถหายเองได้ภายใน 5 วัน หรืออาจมีตุ่มสิวหรือจุดสีขาวเล็ก ๆ บริเวณที่ปลูกผม หรือบริเวณที่เจาะเอากราฟท์ผมออกมาซึ่งเป็นเรื่องปกติ รูขุมขนอักเสบหรือสิวอาจมีขึ้นทั่วบริเวณปลูกหรือท้ายทอย ส่วนใหญ่หายได้โดยการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ

บทความโดย พญ.กุลกานต์ อมรพัฒนา

chat