กลาก เกลื้อน และโรคเชื้อราบนผิวหนัง

เชื้อรา บนผิวหนัง แค่ได้ยินชื่อหลายคนก็ออกอาการรังเกียจเสียแล้ว ไม่เพียงสร้างความทุกข์ทรมานและรำคาญจากอาการคัน สิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยากโดยเฉพาะในคนที่รักสวยรักงาม ก็คือ เมื่อเป็นแล้วจะทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เช่น มีรอยโรคเป็นด่างดวง  หากปล่อยทิ้งไว้อาจจะลุกลามจนดูน่าเกลียด หรือบางทีบริเวณรอยโรคก็มีน้ำเหลืองเยิ้ม ทำให้ผิวดูไม่สวยงาม คนที่เป็นมักรู้สึกอับอายกลัวคนเห็น และขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมอย่างมาก

สำหรับโรค เชื้อราบนผิวหนัง ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ โรคเชื้อราของผิวหนังชั้นนอก ได้แก่ กลาก เกลื้อน และการติดเชื้อแคนดิดา (Candida albicans) สองโรคแรกหลายท่านอาจจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ  ส่วนลำดับสุดท้ายอาจไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ จริงๆ แล้วการติดเชื้อแคนดิดาเป็นปัญหาโรคเชื้อราบนผิวหนังที่พบได้อยู่เสมอ จึงควรทำความรู้จักเอาไว้เช่นกัน

มาเริ่มกันที่ กลาก (Tinea circinato or ring worm) ก่อนเลยค่ะ กลาก เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) สามารถติดต่อได้ง่าย หากไปสัมผัสกับคนที่เป็นโรคนี้ หรือไปใช้ของใช้ของคนที่เป็นโรคนี้ก็มีโอกาสติดโรคมาได้ สัตว์เลี้ยงในบ้านอย่างสุนัข แมว ก็อาจนำโรคนี้มาให้ได้ เพราะคนที่เลี้ยงมักจะคลุกคลีกอดอุ้มสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ บางทีไปรับมาจากร้านตัดผม ร้านเสริมสวยโดยไม่รู้ตัวก็มี เนื่องจากติดต่อได้ง่ายจึงพบ โรคกลาก ได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในเด็ก คนที่มีเหงื่อออกมาก หรือผิวหนังอับชื้นง่าย มากกว่ากลุ่มอื่น

กลาก อาจพบบนผิวหนังได้แทบทุกส่วนในร่างกาย จำแนกตามตำแหน่งที่เป็นได้ดังนี้

  • กลากที่หนังศีรษะ พบมากในเด็ก จะมีการอักเสบของหนังศีรษะ อาจตรวจพบเป็นตุ่มหนอง หนังศีรษะลอกออกเป็นขุย หรือมีตุ่มหนองและน้ำเหลืองจับเป็นแผ่นที่หนังศีรษะ เส้นผมบริเวณที่เป็นจะเปราะ หัก หลุดง่าย เป็นกระจุกกลมๆ บางท่านอาจจะเคยได้ยินคำเรียก ชันนะตุ ก็หมายถึงโรคกลากที่หนังศีรษะนั่นเอง
  • กลากที่ขึ้นตามผิวหนัง เกิดได้หลายแห่งบนร่างกาย ที่พบบ่อยคือ ช่องหูส่วนนอก ใบหู หน้า ซอกพับของร่างกายบริเวณรักแร้ ขาหนีบ และซอกนิ้วเท้า จะมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามบริเวณที่เป็น เช่น ถ้าเป็นที่ขาหนีบ เรียกว่า สังคัง, ถ้าเป็นที่ง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือ น้ำกัดเท้า เป็นต้น

ลักษณะของโรคกลากที่ผิวหนังคือ จะเห็นผิวหนังบริเวณนั้นแดง มีสะเก็ดบางๆ ขาว ๆ ที่ตรงขอบมักจะเรียงกันเป็นวงๆ และมักจะหายตรงกลางก่อน แต่ขอบจะขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ ขอบของวงมักจะเป็นตุ่มนูนแข็งมีขอบ หรือเป็นตุ่มนูนมีน้ำอยู่ข้างในเรียงอยู่รอบๆ มีอาการคันมาก คนที่เป็นจะเกาทำให้ตุ่มใสนี้แตกและกลายเป็นขุยขาวๆ อยู่รอบๆ ขอบ

สำหรับกลากที่ขาหนีบ หรือสังคัง จะขึ้นเป็นวงที่ขาหนีบ 2 ข้าง แล้วลุกลามออกไปเรื่อยๆ มักมีสีคล้ำ บางทีคันมากเกาจนน้ำเหลืองเฟอะและผิวหนังหนาได้ ส่วนกลากที่ง่ามนิ้วเท้า หรือฮ่องกงฟุต จะขึ้นเป็นขุยขาวๆ และยุ่ย ถ้าแกะลอกออก ผิวจะมีลักษณะแดงๆ มีน้ำเหลืองซึม และมีอาการคันยิบๆ

  • กลากขึ้นที่เล็บ หรือ เชื้อราที่เล็บ เกิดได้ทั้งเล็บมือ เล็บเท้า พบในคนเป็นเชื้อราที่อื่น เช่น ที่มือ เท้า มาก่อน ทำให้เล็บขุ่นเป็นสีขาวปนเหลือง หนาขึ้น ผิวเล็บขรุขระ ไม่เรียบ เล็บจะเปราะ หักง่าย มักเป็นจากปลายเล็บเข้าไปหาโคนเล็บ

การรักษา โรคกลาก

เมื่อเริ่มมีอาการ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อย่าปล่อยให้โรคลุกลาม ยาที่ใช้รักษาอาจจะใช้ทั้งยาทาและยากินร่วมกันขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ที่รักษา สำหรับยาทาเฉพาะที่ แพทย์จะให้ยาชนิดที่เหมาะกับสภาพของผื่น เช่น ถ้าเป็นตามตัว มีสะเก็ด ผิวค่อนข้างแห้ง อาจใช้ยาทาที่เป็นขี้ผึ้ง แต่ถ้าเป็นบริเวณซอกที่อับชื้นหรือผื่นมีตุ่มหนอง ตุ่มน้ำใส ต้องใช้ยาประเภท ครีม ผง น้ำยาป้ายทา เป็นต้น ส่วนยากิน ขนาดและระยะเวลาที่ให้จะต่างกันไปขึ้นกับว่าเป็นเชื้อราที่ใด ถ้าเป็นเชื้อราที่ศีรษะหรือผิวหนัง จะกินยานานประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าเป็นเชื้อราที่เล็บมือจะให้กินนานประมาณ 4- 6 เดือน ส่วนเชื้อราของเล็บเท้าไม่นิยมให้ยากิน เพราะไม่ทำให้หายขาดได้ ข้อสำคัญคือ ต้องรักษาความสะอาดอย่าให้เท้าอบ หรือเท้าเปียกชื้น เชื้อราตามซอกเท้าจะดีขึ้นโดยการใช้ยาทาเฉพาะที่

จะป้องกัน โรคกลาก อย่างไร 

  • ถ้าเห็นใครเป็นโรคนี้ก็พยายามอย่าไปสัมผัสใกล้ชิด หรือใช้ของใช้ร่วมกัน
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และเช็ดตัวให้แห้ง
  • อย่าให้เกิดความอับชื้นในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น คนที่มีเหงื่ออับชื้นบริเวณขาหนีบ ก็ให้เลี่ยงการใส่กางเกงในที่รัดแน่นหรืออบจนเกินไป หรือคุณผู้ชายที่มักใส่ถุงเท้าและรองเท้าทำให้ง่ามนิ้วเท้าอับชื้น ก็ควรเลี่ยงใส่ถุงเท้าไนล่อนหรือใยสังเคราะห์ ส่วนคนทั่วไปหลังอาบน้ำหรือไปย่ำน้ำทำให้ซอกนิ้วเท้าเปียก ก็ควรเช็ดให้แห้ง

รู้จักกลากกันไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึง เกลื้อน (Tinea versicolor) บ้าง เกลื้อน เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว  เกิดจากเชื้อรากลุ่มมาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์  (Malassezia  furfur)  ซึ่งเป็นเชื้อราที่พบได้ที่ผิวหนังตามธรรมชาติ โดยปกติเชื้อรานี้จะไม่แผลงฤทธิ์จนกว่าจะมีปัจจัยส่งเสริมให้เชื้อราเจริญงอกงาม เช่น การมีเหงื่ออับชื้น  ดังนั้นคนที่มีเหงื่อออกมากหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นเหงื่อ จึงพบว่าเป็นโรคนี้ได้มาก นอกจากนั้น อาจพบในคนที่ขาดสารอาหาร โลหิตจาง เป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ รวมทั้งคนที่ได้รับยาสเตียรอยด์

ลักษณะของเกลื้อน ผื่นมีลักษณะเป็นจุดเปลี่ยนสีบนผิวหนัง เป็นดวงกลมเล็กๆ ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร จำนวนหลายดวง โดยทั่วไปจะแยกกันอยู่เป็นดวงๆ เห็นเป็นรอยด่างหรือรอยแต้มสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน ในระยะที่เป็นใหม่ๆ จะเห็นเป็นสะเก็ดบางๆ ลักษณะเป็นเงามัน สีขาว น้ำตาลหรือแดงเรื่อๆ คลุมอยู่บนผิว เวลาขูดจะหลุดออกเป็นขุย  ถ้าเป็นเรื้อรังดวงของเกลื้อนอาจรวมกันเป็นผื่นขนาดใหญ่  โดยปกติมักไม่มีอาการคัน  ยกเว้นเวลามีเหงื่อออก  มักพบผื่นตามลำตัว เช่น ที่หน้าอก ท้อง ไหล่ หลัง ช่วงคอ หน้า ตามแขนขาและที่ข้อพับ ได้แก่ รักแร้  และขาหนีบ

การรักษาโรค เกลื้อน

เกลื้อนเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง  แต่ส่งผลในด้านความสวยงาม คนที่เป็นมักจะต้องใส่เสื้อผ้าปกปิดไว้ไม่ให้ใครเห็น กลัวคนทักให้อับอาย ดังนั้น ถ้าเป็นก็ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบทำการรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งปล่อยจนเป็นเรื้อรังก็จะขยายขนาดทำให้ผิวยิ่งดูไม่สวยงาม แถมยังดูเป็นคนไม่รักษาความสะอาด การรักษาเกลื้อนสามารถรักษาได้ด้วยการทายาฆ่าเชื้อรา  โดยใช้ยาทาบริเวณที่เป็นอย่างสม่ำเสมอ  ปัจจุบันมียาทาที่ได้ผลดีอยู่หลายตัว แพทย์จะพิจารณาตัวยาที่เหมาะสมให้ โดยทั่วไปการรักษาด้วยยาทามักได้ผลดี เว้นในคนที่เป็นรุนแรงใช้ยาทาไม่ได้ผล หรือเป็น ๆ หาย ๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทานเพื่อรักษาหรือป้องกัน การรักษาด้วยยาทาบางทีอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ก็อย่าใจร้อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ การใช้ยารักษาเกลื้อนไม่ว่าจะเป็นยาทาหรือยากิน ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น อย่าวินิจฉัยโรคและซื้อยาทาแก้ผื่นคันที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาทาเอง เช่น ครีมเพร็ดนิโซโลน เพราะอาจทำให้โรคลุกลามได้

จะป้องกัน โรคเกลื้อน อย่างไร

  • ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • อย่าใส่เสื้อผ้าที่อับเหงื่อหรืออับชื้น และเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน

ทีนี้มีโรคอื่นที่อาจดูคล้าย เกลื้อน มากจนอาจจะเข้าใจผิดได้เหมือนกัน อย่างเช่น กลากน้ำนม พบได้บ่อยในเด็ก โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา มักขึ้นบริเวณแก้มหรือหน้าผาก ส่วนใหญ่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะหายไปได้เอง อีกโรคก็คือ โรคด่างขาว โรคนี้เกิดจากเซลล์ผิวหนังบางส่วนไม่สร้างเม็ดสีตามปกติ ทำให้ผิวดูมีรอยด่างไม่สวยงามได้ สามารถแก้ไขได้ด้วย การสักรักษา ดังนั้นเมื่อมีรอยด่างขาวที่ผิวก็อย่าวินิจฉัยเอง ถ้าจะให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ ถ้าเป็นเกลื้อนก็จะได้รักษาอย่างตรงจุด

มาถึงโรค เชื้อราบนผิวหนัง ที่เกิดจากการติดเชื้อแคนดิดา  (Candida albicans) การติดเชื้อชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการได้หลายตำแหน่งในร่างกาย ดังนี้

  • การติดเชื้อในช่องปาก พบบ่อยในเด็กทารก ผู้ที่ใส่ฟันปลอม ผู้ที่มีแผลในช่องปาก และรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดี ลักษณะเนื้อเยื่อในช่องปากและลิ้นจะเป็นฝ้าขาว บริเวณขอบๆ จะแดง ในรายที่เป็นมากจะมีลักษณะเป็นปื้นขาวๆ เต็มปาก และลุกลามไปที่ทางเดินหายใจและลามออกนอกปากได้
  • การติดเชื้อบริเวณซอกพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ ซอกทวารหนัก ในคนอ้วนมากๆ จะเป็นตามรอยย่นที่คอ หนังท้องที่ย้อยลงมา ถ้าเป็นในเด็กอ่อนมักจะเกิดบริเวณที่นุ่งผ้าอ้อม เรียกว่า ผื่นผ้าอ้อม (napkin rash) ลักษณะเป็นผื่น มีขอบเขตชัดเจน มีเมือกหรือฝ้าขาวบนผิวของรอยผื่นแดง หรืออาจเป็นตุ่มนูนแข็งมีขอบขุยสีแดงเล็กๆ
  • การติดเชื้อที่เล็บ มักเกิดในคนที่มือถูกน้ำเปียกชื้นอยู่เสมอ ทำให้ผิวหนังรอบๆ เล็บเปื่อย มีอาการบวมที่ขอบเล็บข้างเดียวหรือรอบๆ เล็บ เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ เล็บขรุขระ มีอาการอักเสบบริเวณโคนเล็บ หนังที่โคนเล็บจะหลุดออกจากโคนเล็บเป็นร่องลึกประมาณ 4-5 มม. มักมีหนองออกจากรอยแยกด้วย
  • การติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ สำหรับผู้หญิงจะพบมีผื่นแดงที่ทางเปิดของท่อปัสสาวะ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ด้านนอกและช่องคลอด ส่วนผู้ชายอาจมีการอักเสบร่วมด้วย คือ แดง ปวดแสบปวดร้อน และคันบริเวณหนังหุ้มปลายองคชาติ

การรักษาการติดเชื้อราแคนดิดา

ในการรักษาจะแตกต่างกันไปขึ้นกับบริเวณที่เป็น เช่น ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ลิ้น จะต้องทำความสะอาดก่อนโดยใช้นิ้วมือพันด้วยผ้ากอซสะอาดขูดเอาเชื้อราขาวๆ บนลิ้นออก แล้วทาด้วย 0.5% gentian violet ไม่ควรป้ายยาไปเลยเพราะจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และการทาก็อย่าให้เลอะริมฝีปากเพราะจะทำให้ริมฝีปากแตกแห้งได้ หรือในผู้ใหญ่อาจให้อมยาช่วงเวลาสั้นๆ แล้วบ้วนทิ้ง ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและก่อนนอนก็ได้ ถ้าเป็นที่เล็บ นอกจากใช้ยาทาบริเวณโคนเล็บแล้ว ควรระวังอย่าให้มือเปียกชื้น และเช็ดมือให้แห้งหลังถูกน้ำทุกครั้ง ในเด็กที่เป็นผื่นผ้าอ้อม หรือที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ หลังอาบน้ำควรซับผิวบริเวณซอกและบริเวณผื่นให้แห้ง แล้วทาด้วยยารักษาเชื้อราที่แพทย์จัดให้ บางคนเป็นลามเข้าไปถึงในช่องคลอด ก็อาจต้องใช้ยาเม็ดสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด เป็นต้น

สำหรับการป้องกันก็คล้ายๆ กับโรค เชื้อราบนผิวหนัง อื่น การดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ระมัดระวังอย่าให้ผิวหนังอับชื้น ใส่เสื้อผ้าที่ไม่อับเหงื่อ ถ้าผิวหนังโดนน้ำหรือเปียกชื้นควรรีบเช็ดให้แห้ง

“โรค เชื้อราบนผิวหนัง เป็นแล้วโอกาสหายได้เองเป็นเรื่องยาก จึงควรพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา การปล่อยไว้เนิ่นนานนอกจากจะยุ่งยากในการรักษาแล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่จำเป็นค่ะ”

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
รักษา หน้าใส,รอยสิว,รอยดำ,ฝ้า,รอยดำรักแร้,หลัง(Ionto) ครั้งละ 500 บาท
Ionto หลังจาก 10 ครั้ง (Maintain) ครั้งละ 400 บาท
รักษา หน้าใส,รอยสิว,รอยดำ,ฝ้า,กระชับหน้า (Phono) ครั้งละ 600 บาท
Phono หลังจาก 10 ครั้ง (Maintain) ครั้งละ 500 บาท
รักษารอยคล้ำรอบดวงตา(Phono) ครั้งละ 300 บาท
รักษารอยคล้ำที่คอ (Phono) ครั้งละ 400 บาท
รักษารอยคล้ำที่คอ+ V Shape (Phono) ครั้งละ 600 บาท
Phono หลังจาก 10 ครั้ง (Maintain) ครั้งละ 500 บาท
รักษารอยแตกลาย (Phono) ครั้งละ 1,000 บาท
ฉีดยาสิว.กดสิว (น้อย) ครั้งละ 300 บาท
ฉีดยาสิว.กดสิว (มาก) ครั้งละ 500 บาท
ผ่าตัดไฝ,ซีสต์ (ไม่รวมยา) 1 ตำแหน่ง 1,500-3,000 บาท
ผ่าตัดชิ้นเนื้อ(BIOPSY) (ไม่รวมยา และค่าส่งตรวจชิ้นเนื้อ) 1 ตำแหน่ง 1,800 บาท
เจาะหู Blomdahl - 1 ข้าง ครั้งละ 1,000 บาท
เจาะหู Blomdahl - 2 ข้าง ครั้งละ 1,500 บาท

หัตถการที่เกี่ยวข้อง

Show Buttons
Hide Buttons