รพ.ยันฮี ทุ่มงบ 1.5 พันล้านบาท สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา ตอกย้ำผู้นำด้านความงามระดับโลก ตั้งศูนย์กลางการแปลงเพศและแปลงโฉมใบหน้า ชูแพทย์ศัลกรรมตกแต่งมีมากที่สุดในประเทศ ประกาศตั้งโรงพยาบาลยันฮี เนอร์สซิงโฮม ขนาดใหญ่สุดในประเทศ วางงบ 1 พันล้านบาท เตรียมเดินหน้าเจาะตลาดจีน ล่าสุดผุดศูนย์แพทย์แพทย์จีน รองรับการเปิดตลาด AEC
นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี เปิดเผยทิศทางของโรงพยาบาล และการขยายงานด้านต่างๆ ในปี 2559 ว่า ได้วางงบประมาณ 1.5 พันล้านบาทสำหรับการขยายงานในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำความงามระดับโลกและเพื่อเป็นการปลุกกระแสสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังซบเซาให้กลับมาคึกคักเช่นเดิม และเพื่อสนองนโยบายในภาครัฐที่จะทำให้ประเทศไทย ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชีย โดยคาดว่า จะมีรายได้ในปีนี้ ประมาณ 2,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 5% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากความงาม 40% และโรคทั่วไป 60%
สำหรับงบการลงทุนนั้น จะเริ่มจากการผลักดันศูนย์กลางการแปลงเพศและแปลงโฉมหน้าให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำแบบยั่งยืน โดยอาศัยจุดแข็งและศักยภาพที่โรงพยาบาลมีอยู่ ซึ่งมีแพทย์สหสาขาที่สามารถแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย และจากชายเป็นหญิงได้อย่างครบวงจรเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 10 ปี รพ.มีลูกค้าที่มีปรึกษาและผ่าตัดแปลงเพศไปแล้วกว่า 1,500 ราย ทั้งลูกค้าไทยและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อเมริกา ฯลฯ
นอกจากนั้น ยังมีความพร้อมในด้านการรักษาด้านความงามอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศถึง 16 ท่าน ซึ่งทุกคนล้วนเป็นสมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องการันตีในด้านฝีมือและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และสามารถรักษาได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
นอกจากนั้น ยังวางแผนที่จะเปิดโรงพยาบาลยันฮี เนอร์สซิงโฮม ขนาด 600 เตียง ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม บนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ โดยจะเป็นโรงพยาบาลดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร มีทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ เนื่องจากประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก กำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น การสร้างโรงพยาบาลที่ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ จึงมีโอกาสที่จะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าในกลุ่มอื่นๆ
“เราเล็งเห็นว่า การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่ใช่วิกฤตของประเทศ แต่น่าจะเป็นโอกาสให้เราได้เตรียมความพร้อมที่จะรองรับ และพัฒนาให้ประเทศมีความพร้อมมากที่สุด โดยคาดว่า จะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ และเชื่อมั่นว่า จะเป็นโรงพยาบาลของผู้สูงอายุที่มีขนาดใหญ่ระดับประเทศต่อไปในอนาคต” นพ.สุพจน์ กล่าว
นอกจากนั้น ยังได้เปิดศูนย์การแพทย์แผนจีนครบวงจร ซึ่งเป็นอีกแขนงหนึ่งของแพทย์ทางเลือก โดยก่อนหน้านี้ ทางโรงพยาบาฃได้เปิดให้บริการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการด้วยดี ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ล้างลำไส้ (Detox) ศูนย์รักษาด้วยออกซิเจน (Hyperbaric) และศูนย์คีเลชั่น ดังนั้น การเปิดศูนย์การแพทย์แผนจีน จึงเป็นการขยายตลาดการรักษาศูนย์การแพทย์ทางร่วมได้อย่างลงตัวระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน แผนจีน แผนไทย เพื่อการรักษาที่ครบวงจร
“ยันฮี แพทย์แผนจีน” เป็นการรักษาอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการแมะหรือการตรวจชีพจรเพื่อบ่งบอกโรค การฝังเข็ม การรมยา การครอบแก้ว ทุยหนา นวดรักษาแบบกัวซา หรือแม้แต่การต้มยารักษา เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต นอนไม่หลับ โรคกระดูก ฯลฯ โดยเชื่อมั่นว่า การแพทย์แผนจีนจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้มารับบริการที่ต้องการการรักษาแบบผสมผสาน
นพ.สุพจน์ กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในธุรกิจโรงพยาบาลในอนาคตว่า ภาพรวมตลาดความงาม ยังได้รับความนิยมและอยู่ในใจของผู้รักสวยรักงามเหมือนเดิม แต่จะสนใจเข้ามารับบริการมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละปี ซึ่งมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยลูกค้าต่างประเทศโดยเฉพาะโซนยุโรปจะเข้ามาใช้บริการช่วงเศรษฐกิจดี ขณะที่ตลาดในเอเชียกลับสวนกระแส มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เช่น พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา โดยเฉพาะโรคหัวใจ ซึ่งประเทศเหล่านี้ ให้ความเชื่อถือการรักษาของแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก
“อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลยันฮี ยังคงมุ่งมั่นการรักษาที่ครบวงจรทั้งกลุ่มลูกค้าความงาม โรคทั่วไป แพทย์ทางเลือก และทันตกรรม ดั่งเจตนารมณ์ที่จะทำให้เป็นโรงพยาบาลแห่งความงามและสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซีย ภายใต้มาตรฐาน JCI มาตรฐานโรงพยาบาลระดับโลก” นพ.สุพจน์ กล่าว