ขั้นตอนแปลงเพศ (หญิงเป็นชาย) ขั้นตอนที่ 2

ค่ารักษา

จากใจผู้ใช้บริการ

 

ขั้นตอนแปลงเพศ (หญิงเป็นชาย) ขั้นตอนที่ 2

“การผ่าตัดปิดช่องคลอดร่วมกับการยืดท่อปัสสาวะและการสร้างท่อปัสสาวะที่ท้องแขนโดยใช้ผิวหนังบริเวณสะโพก”

                การผ่าตัดขั้นตอนที่ นี้ประกอบด้วยการผ่าตัด ตำแหน่ง ได้แก่

              2.1  การผ่าตัดปิดช่องคลอด รวมทั้งยืดท่อปัสสาวะ

              2.2  การผ่าตัดสร้างท่อปัสสาวะบริเวณท้องแขนด้วยผิวหนังจากบริเวณใต้สะโพก



                การผ่าตัดปิดช่องคลอด รวมทั้งยืดท่อปัสสาวะ หลังผ่าตัดควรปฏิบัติตน ดังนี้

               1. หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะมีท่อระบายเลือดจากบริเวณช่องคลอด และได้รับการปิดแผลเป็นอย่างดี รวมทั้งมีท่อสวนปัสสาวะเพื่อให้แผลไม่ปนเปื้อนกับน้ำปัสสาวะ โดยมากแพทย์จะตรวจดูความผิดปกติบริเวณแผลผ่าตัดและตรวจสายระบายเลือดจนเมื่อพบว่าไม่มีน้ำเลือดหรือเลือดออกจากบริเวณช่องคลอดเดิมแล้ว จะถอดสายระบายเลือดออกได้ โดยมากจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ก็สามารถถอดสายออกได้

               2. ท่อสวนปัสสาวะ โดยมากแล้วมีจุดประสงค์เพื่อให้น้ำปัสสาวะไม่ปนเปื้อนแผลผ่าตัด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วันจึงจะสามารถถูกน้ำได้ แพทย์จึงมักจะถอดสายสวนปัสสาวะหลังจาก 6-7 วันแล้ว ผู้ป่วยจึงจะสามารถปัสสาวะได้ตามปกติ

               3. ในระยะแรกของการถอดสายปัสสาวะ ผู้ป่วยอาจจะปัสสาวะได้ไม่คล่องเนื่องจากอาจจะมีความรู้สึกแสบบริเวณแผลผ่าตัด และอาจจะมีน้ำเลือดออกมาที่แผลได้เล็กน้อย ควรจะรอประมาณ 1-2 สัปดาห์ แผลจะหายสนิทมากขึ้นและจะไม่มีน้ำเลือดออกมามาอีก การดูแลแผลก็เพียงทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดแผลหลังการถ่ายปัสสาวะทุกครั้ง และป้ายแผลด้วยขี้ผึ้งยาเพื่อเคลือบแผลป้องกันการอักเสบ

               4. ไหมเย็บบริเวณแผลปิดช่องคลอดเป็นไหมชนิดละลายได้เอง และสามารถหลุดออกได้หลังการผ่าตัดประมาณ 4-6 สัปดาห์ ในกรณีที่ไหมไม่หลุดสามารถตัดออกได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์

                การผ่าตัดสร้างท่อปัสสาวะบริเวณท้องแขนด้วยผิวหนังจากบริเวณใต้สะโพก หลังผ่าตัดควรปฏิบัติตนดังนี้

              1. แผลบริเวณแขนจะมีท่อยางฝังอยู่ที่แขน โดยมีรูเปิดสองจุด การหายของแผลจากการปลูกหนังภายในท่อจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงต้องทำความสะอาดแผลและท่อปัสสาวะที่สร้างไว้ทุกวันวันละสองรอบ คือ เช้าหลังตื่นนอน และเย็นก่อนนอน โดยการใช้น้ำสะอาดล้างภายในท่อ และใส่สายสวนปัสสาวะค้ำในท่อเสมอเพื่อป้องกันการตีบตันของท่อปัสสาวะที่สร้างไว้

              2. ระยะแรกของการหายอาจจะมีผิวหนังหลุดลอกออกมาจากรูเปิดเป็นชิ้นผิวหนังสีดำ ซึ่งจะพบได้หลังการฉีดน้ำล้างภายในท่อ และจะเห็นว่าผิวหนังภายในท่อจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูในที่สุด จึงไม่ต้องกังวลหากพบว่ามีชิ้นเนื้อดำ ๆ หลุดออกมาตามท่อยางหลังการล้างแผลแล้ว

              3. การดูแลท่อยางที่ใช้ใส่ในท่อนแขน ในช่วงเดือนแรกให้ต้มด้วยน้ำเดือดประมาณ นาที แล้วปล่อยให้แห้งเก็บในกล่องสะอาดเพื่อใช้ในการเปลี่ยนแผลครั้งต่อไป หลังจากแผลในแขนหายสนิทแล้ว สามารถล้างท่อยางด้วยน้ำสะอาดระหว่างการอาบน้ำด้วยน้ำสบู่ก็ได้ และทำให้แห้งด้วยผ้าสะอาดก็เพียงพอแล้ว

              4. การใช้เจลหล่อลื่นจะทำให้การใส่ท่อยางทำได้สะดวกขึ้น แต่อนุญาตให้ใช้ได้หลังจากแผลภายในท่อปัสสาวะที่สร้างไว้หายสนิทดีแล้ว และควรล้างทำความสะอาดในระหว่างวันหากมีเหงื่อออกมากหรือมีการแฉะในท่อท้องแขน

              5. ไหมที่เย็บในการสร้างท่อปัสสาวะเป็นไหมละลาย ซึ่งจะหลุดออกได้เองหลังจากแผลหายสนิทแล้วหรือโดยเฉลี่ยประมาณ สัปดาห์ หากพบไหมหลุดออกจากแผลให้ตัดด้วยกรรไกรสะอาดและล้างแผลตามปกติ

              6. ในบางกรณีที่แผลภายในท่อปัสสาวะเกิดการอักเสบรุนแรง ในระหว่างที่แผลกำลังจะหาย จำเป็นต้องได้รับการตรวจและให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการอักเสบ ควรจะได้รับยาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเสียหายของเนื้อเยื่อที่แพทย์สร้างไว้และป้องกันท้องแขน หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อแพทย์ผ่าตัดโดยด่วนหรือติดต่อพยาบาลที่ดูแลตามช่องทางที่ทางโรงพยาบาลได้จัดให้ เช่น โทรศัพท์ อีเมล์ หรือผ่านทางเอเจนซี่ที่ผู้ป่วยรับบริการ เป็นต้น

              7. แผลบริเวณสะโพกด้านล่างเป็นแผลที่เกิดจากการลอกผิวหนังนำไปใช้ในการสร้างท่อปัสสาวะที่ท้องแขน โดยปกติแพทย์จะเย็บแผลไว้และใช้ลวดเย็บแผลภายนอก แผลบริเวณดังกล่าวจะหายสนิทในเวลาประมาณ สัปดาห์ และแพทย์จะนัดมาตรวจเพื่อถอดลวดเย็บแผลออก ในระยะแรกประมาณ 1-2 เดือนไม่ควรจะมีกิจกรรมที่จะทำให้มีการดึงรั้งบริเวณแผล เช่น การออกกำลังกายหนัก การถีบจักรยาน เป็นต้น เพราะจะทำให้แผลแตกแยกออกได้

              8. แผลเป็นบริเวณสะโพกอาจจะมีการปูดนูนหรือกว้างออกได้ เนื่องจากความตึงของแผลเป็นในระยะแรก แต่โดยมากแล้วจะยุบตัวลงและนุ่มลงในเวลาประมาณ 3-6 เดือน แต่สุดท้ายก็จะเหลือรอยเย็บซึ่งสามารถซ่อนไว้ในกางเกงชั้นในได้ หากมีความผิดปกติของแผลเป็นอาจจะรับการตรวจและแก้ไขได้หลังจากแผลเป็นเข้าที่แล้ว ซึ่งการแก้ไขแพทย์จะพิจารณาตามปัญหาของแผลเป็นแต่ละรายเพื่อให้แผลเป็นมีปัญหาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้